.

.

.

ช่วงวันหยุดปิดเทอมที่ผ่านมา.. เราได้ขุดนิยายเรื่องทวิภพขึ้นมานั่งอ่านรอบที่
ล้านแปดค่ะ

หลังจากที่มีข่าวว่าเรื่องนี้จะรีเมค(อีกแล้ว) เราก็นึกสงสัยว่าฉบับภาพยนตร์ที่
เราพลาดไปนั้นมันเป็นยังไง จากกระแสร่ำลือว่าห่วยเหลือประมาณ ทำร้ายจิต
ใจคนรักนิยายเรื่องนี้สุดๆ ทำให้เรารู้สึกกลัวที่จะดู เลยพาลไม่ดูไปซะงั้น แต่
วันนี้นึกครึ้ม ทำใจดูโดยที่คิดว่ามันคงไม่ใช่หนังที่ดีอะไรนัก ถือซะว่าดูเพื่อ
เก็บฉาก เก็บบรรยากาศมาจิ้นเองแล้วกัน

 

ความรู้สึกแรกหลังจากดูจบคือ..

 

"ตรูพลาด"

 

 

ทำไมถึงเป็นหนังที่ดีขนาดนี้...!!!

ขอบอกเลยว่าเป็นแฟนนิยายเรื่องนี้อย่างจริงจัง รักมากกกก เป็นหนึ่งในนิยาย
ในดวงใจ หลายคนบอกว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่เคารพบทประพันธ์

 

เราชักรู้สึกว่าคนไทยอ่านหนังสือน้อยเกินไปอย่างที่ในหนังพูดไว้ตะหงิดๆ -*-

เรากลับรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้เคารพบทประพันธ์มากๆ เพราะถึงรายละเอียดปลีก
ย่อยจะเปลี่ยนไป แต่แก่นสำคัญที่สุดของเรื่องยังอยู่ครบ

 

พวกเราลืมไปรึเปล่าว่า.. นิยายเรื่องนี้ต้องการสื่ออะไร...?

 

สำหรับเราแล้ว... สิ่งสำคัญที่สุดในเรื่องนี้คือ "การปลุกจิตสำนึกรักชาติ"
ไม่ใช่ความรักที่หลวงเทพมีต่อแม่มณีหรือการพยายามแก้ไขอดีตในฐานะลูก
ทูต เพราะการที่สยามยังคงความเป็นเอกราชอยู่ได้นั้น...

"บรรพบุรุษของเราได้ทำดีที่สุดแล้ว"

 

..สิ่งนี่ต่างหากคือแก่นแท้ของนิยายเรื่องนี้

 

เราเข้าใจในฐานะแฟนนิยายที่ยึดติดกับเรื่องรายละเอียดของบทประพันธ์
เพราะเราก็เป็นค่ะ นั่นเป็นเหตุผลที่เราไม่กล้าดู แต่เราอยากจะขอในฐานะ
แฟนนิยาย ขอให้ลองเปิดใจให้กว้าง ถ้ากังวลว่ามันจะเป็นการทำลายอิมเมจ
ตัวละครแล้วละก็ จะคิดว่ามันเป็น Fanfiction ก็ได้ ลองหยิบมันขึ้นมาดูสักครั้ง

..แล้วจะรู้ว่า 2 ชม. ของคุณนั้นไม่ได้เสียเปล่าเลย

 

หลังจากเราดูเรื่องนี้จบ เราได้ไปขุดกระทู้วิจารณ์หนังเรื่องนี้มาอ่านซ้ำอีกครั้ง

เราได้พบว่าบางคนที่ไปดูได้มาเขียนระบายว่า...

"ไม่รู้ว่าผู้กำกับเคยอ่านนิยายเรื่องนี้บ้างรึเปล่า หรือเอาแต่ชื่อตัวละครกับโครง
เรื่องแล้วมาแต่งเนื้อเรื่องเอาเอง"

 

ขอบอกเลยว่า ในฐานะที่เราอ่านนิยายเรื่องนี้มามากกว่าสิบรอบ ก่อนดูหนังก็
เพิ่งอ่านจบไปไม่นาน ภาพยนตร์เรื่องนี้ นำบทพูดในนิยายมาแทรกไว้ในเรื่อง
ได้อย่างแนบเนียน ถ้าคนที่เคยอ่านนิยายเรื่องนี้จริงๆ ไม่ได้รู้จัก "ทวิภพ"
อย่างผิวเผินผ่านละครแล้วละก็ จะรู้เลยว่าคนเขียนบทภาพยนตร์และผู้กำกับ
นำบทพูดในนิยายมาเปลี่ยนสถานการณ์ในการใช้ได้ดีขนาดไหน แถมเอามา
ยังเหน็บแนมวัยรุ่ยปัจจุบันได้อย่างแนบเนียน เอิ๊กกก

ถ้าคนเขียนบทไม่ได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นสิบๆ รอบแล้วล่ะก็ คงไม่สามารถตี
ความความหมายที่สอดแทรกในนิยายได้อย่างลึกซึ้งเช่นนี้

 

แถมยังเอาคำพูดของผู้กำกับที่ว่า...

"หนังเรื่องทวิภพ เป็นหนังไม่ต้องคิดอะไรมาก หนังตลาด หนังวัยรุ่น แค่วัยรุ่น
เมื่อร้อยห้าสิบปีก่อน"

 

ถ้าได้ดูจนจบแล้วจะรู้ได้เลยว่า... มันเป็นอารมณ์ขันของผู้กำกับน่ะ

เพราะเรื่องนี้เป็นหนังที่ไม่ต้องใช้สมองมากมาย แต่ใช้ใจในการดู เรารู้สึกว่า..
หนังเรื่องนี้เติมเต็มส่วนที่ขาดไปในนิยาย อย่างเช่นการเข้าไปมีส่วนร่วมใน
ประวัติศาสตร์ที่นิยายพยายามเน้นแต่กลับเขียนถึงน้อยมาก เรื่องนี้ทำให้เห็น
ภาพชัดขึ้น ส่วนคำว่าหนังตลาดหนังวัยรุ่นนั้น ถ้าเอาแค่สองคำนี้คงจะรู้สึกว่า
ผู้กำกับแมร่งไม่เคารพงานตัวเอง แต่อย่าลืมสิคะว่าเขาบอกว่า "สำหรับคน
เมื่อ 150 ปีก่อน" ลองคิดดูว่าในสมัยที่ประเทศไทยจะต้องเสียดินแดน หนัง
ปลุกจิตสำนึกรักชาติแบบนี้จะ "แนว" ในสายตาคนสมัยนั้นขนาดไหน

ไม่ต้องดูตัวอย่างไกลค่ะ กทม. เราทุกวันนี้ ไปไหนก็มีแต่ "ปรองดอง สามัคคี
ไม่แบ่งแยก" จนแทบจะเป็นแฟชั่นอยู่แล้ว แล้วสำหรับสมัยที่คนต้องต่อสู้เพื่อ
เอกราช หนังแนวนี้คงมีจนเกริ่อเหมือนกันล่ะค่ะ

 

เราว่า...การที่แม่มณีไม่ใช่ลูกทูต บ้านไม่ได้เป็นไฮโซ คุณหลวงไม่ใช่ผู้ชาย
สุภาพ อ่อนโยน ใจดี หรือคุณหญิงแสร์ แม่ประยง ตรองค์ ไรวัติหายไปไหน
ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรมากมายเลย หากเทียบกับสิ่งที่หนังต้องการจะสื่อ

อันที่จริงตัวตนของแม่มณีที่ขี้เล่นนั้นไม่ได้หายไปซะทีเดียวนะคะ ดูได้จาก
ฉากงานเลี้ยง ที่ยังคงแฝงความขี้เล่นน่ารักตามสไตล์แม่มณีไว้อย่างเต็มเปี่ยม
ส่วนคุณหลวงเธอก็ไม่ได้แย่ขาดนั้น ถึงจะผิดอิมเมจในนิยายโคตรๆ แต่เธอก็มี
มุมอ่อนโยนที่แสดงออกทางสายตาเวลามองแม่มณีตลอดทั้งเรื่องเลยนะคะ
ส่วนบรรดาตัวละครที่หายไปไม่ได้ทำให้แก่นของเรื่องเสีย เพราะขืนเก็บกัน
ครบจริงๆ รับรองว่าเรื่องนี้ได้เป็นหนังไตรภาค

อย่าลืมว่าภาพยนตร์มีเวลาให้เรา 2 ชม. การที่ผู้กำกับสามารถเก็บใจความสำคัญในเรื่องมาได้ครบก็ถือว่าเยี่ยมแล้ว

 

เพราะเราดูจบแล้ว... "ตื้นตันใจ และรู้สึกรักแผ่นดินไทยมากๆ"

(แอบรู้สึกเกลียดฝรั่งเศสขึ้นมาเป็นกอง)

 

...

Comment

Comment:

Tweet

ไม่เคยดูและไม่เคยอ่านอ่ะกร่ะsad smile
ทวิภพนี่มันใช่เรื่องที่มันทะลุกระจกกันป่าวอ่ะ?

#5 By 【R!SaA!】 on 2010-09-01 21:58

เป็นเรื่องที่ชอบมากๆเลยอะ ^^ Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#4 By mymph on 2010-08-26 14:56

แฟนพันธุ์แท้ป้าอี๊ดเหมือนกันเลยพี่เมย์cry

#3 By Lokifer on 2010-08-26 11:11

เคยดูแต่เวอร์ชั่น ฉัตรชัย-ตุ๊ก จันจิรา sad smile โชว์แก่ไปนิด
แต่ตอนดูเราชอบตรงที่ทำให้รู้สึกรักชาติมากๆนี่แหละ
เราว่าใจความสำคัญมันคือส่วนนี้แหละนะ

#2 By kisara yui on 2010-08-26 09:58

เราเคยดูแล้วเราชอบที่เป็นหนังมากกว่าละคร

ในหนังมันโดนว่าเพราะ...นางเอกเป็นลูกครึ่งล่ะมั่ง

เห็นด้วย กับ จขบ. ว่ามันว่าคนรุ่นนี้ได้เนียนดี ฟังแล้วก็อึ้งๆเหมือนกันค่ะ

ps. ทำ tag คาราโอเกะแล้วนะคะ ว่างแล้วตามไปอ่านเน้อ open-mounthed smile

ps.2 ไม่เห็นรูปกัตจังนานแย้วอ่ะ ถ่ายมายลหน่อยสิคะ

#1 By hobbyburn on 2010-08-26 08:48